Source of Medicine and Drugs  
จุดรวมแหล่งข้อมูลทางการแพทย์และยา ตำแหน่งที่ท่านอยู่   โรคเอดส์   
| หน้าหลัก | ต่างชาติ | ของไทย | วารสาร | สมุนไพร | อื่นๆ | ติดต่อผม | เว็บบอร์ด | สมุดเยี่ยม
 
Webmaster


เชื่อมโยงเกี่ยวข้อง
 


เอดส์ ( AIDS )
โรคเอดส์ คือ อะไร
การติดต่อของโรค เอดส์
เชื้อ HIV ไม่ติดต่อ ทาง........
ลักษณะอาการของโรคเอดส์
แนวทางการป้องกันโรคเอดส์
ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยการ……..
ยาต้านไวรัสเอดส์
 

 
 
 
 
 
 
 
 

โรคเอดส์ คือ อะไร
โรคเอดส์มีชื่อเต็มเรียกว่า Acquired Immune Defficiency Syndrome หรือมีชื่อย่อเรียกว่า AIDS ซึ่งแต่ละคำมีความหมาย ดังนี้
A มาจาก Acquired แปลว่า เป็นขึ้นมาทีหลัง มิได้เป็นแต่กำ เนิด
I มาจาก Immune แปลว่า ภูมิคุ้มกัน
D มาจาก Deficiency แปลว่า เสื่อมลง หรือ ขาด
S มาจาก Syndrome แปลว่า กลุ่มอาการ
ความหมายโดยรวมหมายถึง กลุ่มอาการซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันลดลงหรือบกพร่องที่มิได้ เป็นแต่กำเนิด แต่เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว จะทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายลดน้อยลงทั้งนี้เพราะเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันถูกทำลาย ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยติดเชื้อชนิดฉวยโอกาส (Opportunistic infection ) ได้ง่าย หรือเป็นมะเร็งบางอย่างง่ายซึ่งจะทำให้มีอาการรุนแรงและถึงแก่ชีวิตในที่สุด สาเหตุของโรคเอดส์ โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Human Immunodefficiency Virus ( HIV ) โดยไวรัส ชนิดนี้จะ ทำลายเซลล์น้ำเหลืองชนิด CD4 หรือ helper T lymphocyte ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสำคัญมาก ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย
 
 
 
 
 
 

การติดต่อของโรคเอดส์ เชื้อ HIV สามารถเข้าสู่รางกายคนเราได้ 4 ทาง คือ
1. ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งแบบรักร่วมเพศ หรือต่างเพศ
2. ติดต่อทางเลือด โดยการได้รับการถ่ายเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือดจากผู้ให้เลือดที่มีเชื้อ HIV อยู่ รวมทั้งการปลูกถ่ายอวัยวะ
3. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยเฉพาะกลุ่มผู้เสพยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด
4. ติดต่อจากมารดาที่มีเชื้อ HIV สู่ทารก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

เชื้อ HIV ไม่ติดต่อทาง.........
1. ยุงกัดหรือแมลงกัด
3. การรับประทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อ
4. การใช้ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หรือโทรศัพท์ร่วมกับผู้ติดเชื้อ
5. การสัมผัส การกอด กับผู้ติดเชื้อ
6. การเล่นกีฬากับผู้ติดเชื้อ
7. การเข้าห้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำร่วมกับผู้ติดเชื้อ การร่วมอยู่ในห้องเรียน ห้องทำงาน หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ลักษณะอาการของโรคเอดส์
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีอาการแสดงออก 3 แบบด้วยกัน คือ
1. ไม่มีอาการใดๆเลย ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆแต่ตรวจพบเชื้อไวรัสในร่างกายและตรวจพบ แอนตี้บอดี้ต่อเชื้อโรคเอดส์ บุคคลกลุ่มนี้เป็นพาหะของโรค (carrier) สามารถแพร่เชื้อแก่ผู้อื่นได

2. กลุ่มอาการซึ่งเรียกว่า AIDS-Related Complex (ARC) ผู้ป่วยมีอาการบางอย่าง ซึ่งมักจะพบในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นเอดส์ โดยกลุ่มอาการ ARC ได้แก่ น้ำหนักลดลง4.5 กิโลกรัม หรือ มากกว่า 10%ของน้ำหนักตัว ภายใน 2 เดือน ต่อมน้ำเหลืองตามร่างกายโตหลายแห่งในเวลาไม่ต่ำกว่า 3เดือน อุจจาระร่วงเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีเหงื่อออกตอนกลางคืน มีแผลในปาก ลิ้นเป็นฝ้าขาวเรื้อรัง เป็นต้น

3. ป่วยเป็นโรคเอดส์เต็มที่ ผู้ป่วยมีอาการของการติดเชื้อ HIV เต็มที่ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
3.1 มีการติดเชื้อฉวยโอกาสซึ่งจะแสดงอาการตามแต่ว่าโรคนั้นๆเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนใดของร่างกาย โดยทั่วไปมักจะพบการติดเชื้อ 7 รูปแบบ คือ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ (มักเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต) การติดเชื้อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ชัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วงเรื้อรัง คลื่นไส้ อาเจียน อาการไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองโต มักพบก่อนที่จะเริ่มมีโรคติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งอาการกลืนลำบากเนื่องจากหลอดอาหารอักเสบ(Esophagitis) อาการของRetinochoroiditis คือมีอาการเกี่ยวกับการมองเห็นเนื่องจาก การอักเสบที่ Retinaหากเป็นรุนแรงอาจตาบอดได้
3.2 เกิดเป็นมะเร็ง มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดคือ Kaposi'ssarcoma พบกระจายไปทั่ว ร่างกายตามต่อมน้ำเหลือง ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดิน อาหาร อาการที่พบขึ้อยู่กับว่ามีมะเร็งที่บริเวณใด นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเอดส์อาจมีอาการทางด้านจิตใจร่วมด้วย เพราะโรคเอดส์เป็นโรคที่มีอัตราตายสูงมาก ทำให้เกิด ความกลัว กลัวอาการ กลัวสังคมทอดทิ้ง กลัวตาย เป็นต้น
 
 
 
 
 
 

แนวทางการป้องกันโรคเอดส์
1. ลดการเสี่ยงของการติดโรค ไม่สำส่อนทางเพศ หลีกเลี่ยงการร่วมเพศทางทวารหนัก สวมถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ สำหรับผู้ที่ใช้ยาฉีดเข้าเส้นเลือดควรหลีกเลี่ยงการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น งดเว้นการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะ มีดโกนหนวด เข็มสักตัว แปรงสีฟัน เป็นต้น
2. ลดการเสี่ยงในการแพร่โรค ผู้ที่เป็นโรคหรือมีเชื้อโรคเอดส์อยู่ในร่างกายต้องงดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ที่เป็นโรคเอดส์หรือจัดอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์สูง เช่น เกย์ หรือผู้ติดยาเสพย์ติด ควรงดเว้นการบริจาคโลหิต ควรตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคเอดส์จากเลือดทุกหน่วยที่ได้รับบริจาคก่อนจะจ่ายให้ผู้ป่วย นอกจากเลือด ควรตรวจในอวัยวะเช่น ดวงตา ไต ก่อนผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ และตรวจหาเชื้อในอสุจิก่อนทำการผสมเทียม การปฏิบัติตนของผู้ติดเชื้อ เลิกพฤติกรรมที่ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อซ้ำอีก เช่น งดการสำส่อนทางเพศ ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น วางแผนครอบครัวโดยหญิงที่ติดเชื้อไม่ควรตั้งครรภ์ หาบุคคลที่ไว้ใจได้ สำหรับปรึกษาหารือ อย่าท้อแท้สิ้นหวัง ให้กำลังใจตัวเอง ใช้ชีวิตในครอบครัวตามปกติ
 
 
 
 
 
 

ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยการ……
-ไปพบแพทย์ตามนัด
-ออกกำลังกายเบาๆเท่าที่ทำได้
-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
-นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เช่น อากาศดี คนรอบข้างดี การปฏิบัติตนของครอบครัวผู้ติดเชื้อ ร่วมกิจกรรมกับผู้ป่วยได้ตามปกติ เช่น คุยกัน กินข้าว ดูโทรทัศน์ ระวังไม่ให้ได้รับเชื้อจากผู้ป่วยโดยการสัมผัสกับน้ำคัดหลั่งโดยตรง หากจำเป็นควรใส่ถุงมือหรือถุงพลาสติก หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกัน การล้างมือเป็นการป้องกันเชื้อติดต่อดีที่สุด เสื้อผ้าซักรวมกันได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ยาต้านไวรัสเอดส์
1.Reverse Transcriptase Inhibitors Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors Zidovudine(AZT) Didanosine(ddI) Zalcitabine(ddC) Stavudine(d4T) Lamivudine(3dT) Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors Nevirapine Delavirdine
2.Protease Inhibitors Saquinavir Ritornavir Nelfinavir
3.ยาอื่นๆ Antiviral agent : nucleoside analogue,nucleotide analogue,nonnucleoside reverse transcriptase inhibitors,tat inhibitors และ antisense nucleic acids Immune-based therapy IFN-a,bone marrow transplant Active immunotherpy : subunit evelope vaccine Passive immunotherapy