1. จักษุแพทย์
เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับตาและร่างกายของท่านดีกว่าคนทั่วๆ ไป ท่านควรจะมอบความไว้วางใจ
การตัดสินใจต่าง ๆ แก่เขา เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่ท่านจะไปเอาเรื่องจากผู้ที่ไม่มีความรู้มาประกอบ
การตัดสินใจ เช่นจักษุแพทย์แนะนำให้ท่านผ่าตัด แต่เพื่อนบ้าน ญาติ ยุท่านว่าไม่ควรด้วยเหตุโน้นเหตุนี้
ท่านจึงไม่ยอมผ่าตัด เพราะท่านเชื่อคน พวกนั้นมากกว่า ผลร้ายจะตกอยู่กับท่าน ไม่ใช่เขา
2. ถ้าท่านเป็น
ผู้นำของครอบครัว สังคม หรือคนหมู่มาก สิ่งที่ท่านควรทำหรือต้องทำ เมื่อเห็นมีคนที่ท่านดูแลอยู่ผิดปรกติทางตา
คือแนะนำให้ไปหาแพทย์ อย่าตั้งตัวเองเป็นผู้รู้พยายามรักษาเอง และที่ร้ายกว่า คือ ยุให้ผู้ป่วยไม่เชื่อฟัง
หรือเปลี่ยนใจต่อคำแนะนำของแพทย์
3. แทบจะพูด
กันได้เลยในโรคทางตาว่า เกือบจะไม่มีโรคอะไรที่เราจะรักษาไม่ได้ ถ้าเราได้รักษาได้ท่นท่วงที
(เช่นเดียวกับโรคทางอื่น ๆ และก็ต้องมีแน่ ๆ ที่โรคบางอย่างถึงแม้จะรักษาได้ทันเวลา แต่ก็ยังยั้งไว้ไม่อยู่)
4. เด็กๆ เป็น
ไม้อ่อนดัดง่าย ถ้ามีอะไรผิดปรกติ ถ้ารีบแก้ไขร่วมกับธรรมชาติซึ่งจะพยายามช่วยแก้ไข
เด็กจะมีตาที่ปรกติดีได้ การรอให้เด็กโตเสียก่อน แล้วจึงแก้ไข จึงเป็นความคิดที่โง่เขลา
สงสารเด็กไม่เข้าเรื่อง และถ้าจะคิดกันไปแล้ว ท่านเป็นคนใจร้ายอย่างมากที่สุด ที่ปล่อยปละละเลยให้เด็ก
ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป เพราะผู้ปกครองที่โง่และเลวบริสุทธิ์
5.คนไทยเร า
นิยมที่จะไปรักษากับผู้ที่แอบอ้างเป็นจักษุแพทย์อยู่มาก โดยเฉพาะผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นแพทย์
มาจากต่างประเทศยิ่งจะมีความ เลื่อมใสมาก ยอมเสียเงินเวลาต่าง ๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ที่ไม่ใช่แพทย์
ไม่มีจรรยาแพทย์ กล้าที่จะหลอกลวงหว่านล้อม หรือโมทนา ทำให้ผู้ป่วย เคลิบเคลิ้มมีศรัธา
กว่าจะรู้ตัวก็หมดไปมากเสียไปมาก พอถึงจักษุแพทย์ซึ่งแนะนำให้ซื้อยาหรือพักตัวเข้าโรงพยาบาล
ท่านก็ไม่มีกำลังทรัพย์ และกำลังกายจะทำ ตาก็บอดไป ดวงตาเป็นส่งมีค่าเหลือเกินสำหรับชีวิต
เรื่องอะไรจึงยอมเสี่ยง ในเมื่อท่านก็รู้อยู่ว่ามีคนที่เขาทำได้ดีกว่าตั้งแต่แรก
6. ไม่ควรหยอด
ยาตาอย่างหนึ่งอย่างใดเอง เป็นประจำโดยไม่ปรึกษา จักษุแพทย์ ยาบางอย่างหยอดนาน ๆ
ทำให้ตาบอดได้ ถึงแม้ว่ายานั้นแพทย์ จะเป็นผู้สั่ง แต่แพทย์สั่งก็เพียงเพื่อให้ท่านใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ถ้าจะมีการใช้ยาต่อไป หรือหยุดยา ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์ไม่ใช่ท่าน
7. ไม่มียา
ล้างตาอ ะไรวิเศษไปกว่า น้ำตาขอ งเราเอง แต่ถ้าท่านใช้ยาล้างตาที่ดี แล้วท่านรู้สึกสบาย ก็ใช้ได้เสมอๆ
แต่ถ้ามันไม่ช่วย ก็ไม่น่าเสียสตางค์หรือเสียเวลาล้างอยู่ทำไม ข้อสำคัญที่ต้องคำนึงก็คือ น้ำยาที่ล้างต้องถูกต้อง
ไม่หมดอายุ ฝาที่ใช้ล้างต้องสะอาด
8. ไม่ควรใช้สายตา
ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่นอ่านหนังสือรวดเดียวเป็นชั่วโมง ควรมีการพักสายตาบ้าง
หลับตาสักพัก หรือมองสีเขียวไกล ๆ แล้วค่อยอ่านต่อเป็นต้น
9. การอดนอน
มองแสงกล้าๆ ลมแรง ๆ หรือใช้สายตาที่ไฟสลัว ควันบุหรี่ เขม่า ไอระเหย หรือแม้กระทั่งในห้อง
ที่มีเครื่องปรับอากาศ เย็นมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ ไม่เหมาะกับตาของเรา
10. การดื่ม
ของมึนเมา น้ำชา กาแฟ แต่พอควรไม่มีโทษต่อสายตา
แต่ถ้ามากจะมีผลให้โทษอย่าแรง โดยเฉพาะสุรา เพราะจะทำให้
ขาดอาหารขาดไวตามิน ประสาทตาเสื่อมได้
11. การออกกำลังกาย
ให้เหมาะกับอายุ เป็นประโยชน์มากสำหรับ
ร่างกายโดยทั่วไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตาด้วยงะ ไม่มีอาหารอะไร
ที่แสลงต่อตา นอกจากพวกที่ท่านรับประทานแล้วแพ
13. ยาไวตามิน
ทุกชนิด มีประโยชน์ต่อตา ที่สำคัญ คือไวตามินเอ บี
14. นิสัยการขับถ่าย
มีผลต่อตาได้ คนที่ท้องผูกบ่อย ๆ เป็นกุ้งยิงได้ง่าย
อุจจาระแข็งต้องเบ่ง ไม่ดีในพวกเป็นต้อหิน หรือการผ่าตัดตา
15. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
ความดันเลือดสูง คอหอยพอกเป็นพิษ ต้อง
ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะโรคเหล่านี้มีผลร้ายต่อตาโดยตรง ควร
ปรึกษาแพทย์เป็นครั้งคราว
16. ยาสงบประสาท
ยารักษาวัณโรค ยารักษาโรคปวดข้อ ควรปรึกษาแพทย์
ถ้าจะใช้ยาเป็นเวลานาน
17. เมื่อมีการผิดปกติ
ทางตา เช่น ตาแดง น้ำตาไหล ปวดตา เคืองตา
ขอความกรุณาอย่าได้รักษาเอง หรือปรึกษาหมอตี๋ตามร้านขายยา
ท่านอาจจะประหยัดเงิน ประหยัดเวลา แต่ถ้ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
ท่านจะเสียทุกอย่าง ตั้งแต่ทรัพย์สินเงินทอง และดวงตาของท่าน
18. ถ้าท่านซื้อแว่น
หรือมีแว่นแล้วไม่เคยถูกใจ เปลี่ยนกันไม่ได้หยุด
อย่าพยายามเปลี่ยนแว่นต่อไป ปรึกษาจักษุแพทย์จะดีกว่า ยังมีคนเข้า
ใจผิดตลอดเวลาว่า จักษุแพทย์รักษาแต่โรคตาคงไม่ทำอะไรเกี่ยวกับ
แว่นตา แท้จริงแล้วในหลักสูตรจักษุวิทยา ทุกคนต้องผ่านวิชาเกี่ยวกับ
แว่นตามาเป็นอย่างมาก จักษุแพทย์ทุกคนจะวัดแว่นให้ท่านได้อย่างดี
ที่สุด
19. มีคนเป็นจำนวนมาก
แพทย์ตรวจพบแล้ว่าสายตาผิดปกติต้อง
ใส่แว่นแตก็ไม่ยอมใส่ เพราะเหตุผลหลายอย่าง เช่นเสียโฉม อายคน
เขา ใส่แล้วกลัวต้องใส่ตลอดไป ใส่แล้วกลัวสายตาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เหล่านี้ล้วนเป็นความเข้าใจที่ผิด สายตาสั้น ยาว เอียง ไม่ใช่โรค
แต่เป็นความผิดปกติ เพราะร่างกายหรือตาเราต่างไปกว่าคนอื่น ๆ
ที่มีสายตาปกติ เช่น คนเราเกิดมาอย่างนั้น บางคนตัวสูง เตี้ย ดำ
ขาว ไม่เหมือนกัน มันเป็นของมันอย่างนั้น ถ้าจะให้เหมือนปกติ
ก็ต้องใส่แว่น แต่จะใส่อย่างไร ตอนไหน จักษุแพทย์จะเป็นผู้บอก
ท่านเอง ปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะรักษาสายตาผิดปกติได้
20. จักษุแพทย์
หรือแพทย์ ก็เป็นคนธรรมดานี่เอง เขาจะพยายาม
ใช้ความรู้ความสามารถความชำนาญต่าง ๆ มาประกอบกันเพื่อ
ช่วยท่าน การที่แพทย์จะรักษาหรือแนะนำไปเพียงฝ่ายเดียวนั้น ก็
เหมือนตบมือข้างเดียว จะไม่มีวันสำเร็จ หรือถ้าท่านพยายามบีบ
บังคับ เร่งเร้า ให้แพทย์ทำตามใจท่าน ความสัมพันธ์ ความตั้งใจ
ของแพทย์ที่มีต่อท่านก็จะหมดไป จะไม่มีใครได้อะไรดีขึ้นมา แพทย์
ก็เสียใจ คนไข้ก็เสียตา ฉะนั้นถ้าเราร่วมมือก้น มันจะต้องดีขึ้นแน่ ๆ
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
จากหนังสือเรื่อง "ความรู้เรื่องตาสำหรับประชาชน"